เนื้อหาทั้งหมดในบล็อกนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม โรงเรียนลูกบาศก์ ท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ บล็อกหลักของโรงเรียน

[SS] เปิดบ้านนัดติว... [3] จบ

posted on 13 Oct 2009 04:50 by kaleidoscope  in SS-Sidestory

 

แอบหม่าม้าแต่งจนจบจนได้ 555 

เอนทรี่นี้ได้ทำการปาดทับ [SS] TAG-5 ครูว่านคะ ครูว่านขา

 

Main Characters (สำหรับพาร์ทนี้) : ว่าน วริษฐ์, รุจ อารุจ, โบ ศศิธร, รัม ปันรัก และคณะ

ฝากเช็กคาแรคเตอร์ลูกๆ ด้วยนะคะ พาร์ทนี้มีเขียนมุมมองของว่านถึงทุกคนเยอะหน่อย
พี่นา - ไอทรงรุจอีกแล้ว เช็คลูกด้วยนะ

แนต - เขียนถึงมุมมองของชั้นถึงลูกแกเยอะมาก อะไรผิดขัดก็บอกนะ
พี่โจ้ - มีมุมมองของว่านถึงหลานรัมด้วยนิดหน่อย ฝากดูด้วยนะถ้าผิดอะไรจะให้แก้ก็บอก

 

ความเดิม :

เปิดบ้านนัดติว... [1]

เปิดบ้านนัดติว... [2]

 

[SS] เปิดบ้านนัดติว... [3]                                                                                    

 

ผมใช้เวลาไม่นานมากในการวิ่งไปบอกแม่ที่อยู่ในครัวว่าจะออกไปรับเพื่อน หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือออกไปตามหาเพื่อน ผมบอกท่านทิ้งท้ายว่าพวกเพื่อนๆ คนอื่นตอนนี้อยู่ที่ค่าย ยกมือขึ้นขยี้หัววารินทร์ที่เดินกลับเข้ามาในห้องครัวพอดีก่อนจะรีบวิ่งออกไป


ที่จอดนิ่งสนิทอยู่หน้าบ้านและพุ่งเข้าสายตาผมเป็นอย่างแรกคือเจ้ามอเตอร์ไซค์คู่ใจของเพื่อนซี้ผมครับ เห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆ กับความคิดที่ว่าจะเป็นไรไหมหากจะยืมมันขับออกไปหาโบ และคำตอบก็ชัดเจนมากๆ เลยว่า 'เป็นไร' แน่นอน

ที่เป็นไรไม่ใช่เพราะมันเป็นรถของไอ้รุจหรอก...

 

แต่มันเป็นเพราะผมขับไอ้รถบ้านี่ไม่เป็น...



โธ่ ก็ทั้งชีวิตนี้เคยได้ต้องขับรถไปไหนมาไหนเองที่ไหน พี่เฮียงจัดการรับอาสาหน้าที่นี้ด้วยความเต็มใจมาตลอดตั้งแต่ผมและครอบครัวย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เป็นการถาวร ยามไหนมาไหน ต่อให้ไม่ได้พ่อ พี่เฮียง หรือคนในค่ายอื่นๆ ขับรถไปส่ง การสัญจรไปมาของบ้านผมก็ยังง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากอยู่ดี

ปกติชีวิตนอกจากไปโรงเรียนของผมก็ไม่หวือหวา นอกจากบ้านฝั่งตรงข้ามเยื้องไปสองหลังของคุณอาโคจิ ทาคาดะ เพื่อนของพ่อที่สอนเคนโด้แล้วก็เห็นจะมีแค่สโมสรที่ผมแวะเวียนไปเล่นกีฬากับพวกพี่ๆ ในหมู่บ้านบ่อยๆ

ถ้าไปไกลกว่านั้น หน้าปากซอยบ้านผมมีวินมอเตอร์ไซค์ ซี้สนิทกับบ้านผมมาแต่ไหนแต่ไรเพราะแม่ชอบใช้ให้ไปซื้อของเสมอๆ แล้วไหนจะตรงปากทางเข้าหมู่บ้านก็มีจุดพักรถสองแถว ป้ายรถเมล์ก็เยื้องกันไปอีกแค่นิดหน่อย การจราจรสำหรับผมจากบ้านนี่เรียกได้ว่าโคตรรรรรสะดวก

แต่จะว่าไปนะ...บ้านของผมอยู่ในซอยต้นๆ ของหมู่บ้านแถมอยู่ติดปากซอย ตรงดิ่งจากปากทางเข้าหมู่บ้านมาไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร บ้านหลังใหญ่เป็นที่สังเกตได้ง่ายจะตายด้วยเพราะทั้งการจัดแต่งสวนฝีมือพ่อผม ไหนจะป้ายชื่อค่ายมวยใหญ่เป้ง ต่อให้คนไม่รู้จักผ่านไปผ่านมาก็น่าจะมองแล้วสะดุดตาบ้างแหละ

แต่ก็ยังมีคนหลง...จนได้

ผมได้แต่เกาหัวแกรกอย่างอ่อนใจ มอเตอร์ไซค์นี่ก็ขืนดันทุรังขับไปอย่าว่าแต่จะพาโบกลับมาเลย ไอ้ผมจะเร่งเครื่องพ้นหน้าบ้านหรือเปล่ายังไม่รู้ครับ ตั้งท่าจะเดินไปเปิดประตูรั้วเพื่อเดินออกไปหาตามหาเจ้าหล่อนเองเสียงตะโกนเรียกชื่อผมก็ดังลั่นบ้าน

"าน...ว่าน ไอ้ว่านโว้ย!"

"อะไร?" ผมตะโกนกลับไป รีบวิ่งกลับไปยังห้องนั่งเล่นกลางบ้านก่อนจะเจอกับพี่เฮียงที่ถือโทรศัพท์เดินชะเง้อมองหาผมอยู่ "ว่าไงฮะพี่? ผมกำลังจะออกไปข้างนอก"

"ไอ้ต๋องโทรมา" พี่เฮียงพูดสั้นๆ ยัดเยียดโทรศัพท์ให้ผมก่อนจะรีบผลุนผลันวิ่งกลับขึ้นบนบ้านไป ผมเห็นชายเสื้อของพี่เฮียงเปื้อนสีน้อยๆ คาดว่าคงกำลังง่วนอยู่กับการนั่งเพ้นท์สีโต๊ะไม้ตัดใหม่ที่พี่แกบ่นๆ กับพ่อว่าอยากหาอะไรมีสีสันมาตั้งไว้ตรงสวนหลังบ้าน วันนี้สบโอกาสก็ยกโต๊ะกับม้านั่งขึ้นไปบนลานระเบียงกว้างๆ บนชั้นสองของบ้าน แล้วขลุกอยู่บนนั้นตั้งแต่เช้า โผล่หน้าลงมาแป๊บเดียวก็แค่ตอนมองจากระเบียงลงมาแล้วเห็นหนูเรยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าบ้านน่ะแหละครับ

"ไงวะพี่?" ผมกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ พี่ต๋องอายุแก่กว่าผมเกือบแปดปี เล่นตะกร้อเก่งมากและเป็นนักกีฬาหมู่บ้านด้วย

((รีบมาที่สโมสรเลยมึง))

"มีอะไรรึเปล่า วันนี้ผมไปไม่ได้พี่ บังเอิญนัดเพื่อนมาติวหนังสือที่บ้าน ที่บอกเมื่อวันก่อนไง" ผมบอกจริงๆ ครับ ก็แหมผมไปสโมสรแต่เช้าเกือบทุกวันหยุด พอมีช่วงสอบผมก็บอกพวกเขาหมดแหละครับ เป็นมารยาทไง

((เออกูรู้ แต่บังเอิญดันมีเพื่อนมึงหลงมาที่สโมสรนี่คนหนึ่งว่ะ เดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบจนป้าดาร้านขายน้ำอดไม่ได้ต้องร้องถาม...))

"เพื่อนผม?" ผมร้องขัด

((เออ...ก็เห็นเดินอยู่นานอย่างกะคนหลง จะถามก็ไม่ถาม ป้าแกอดไม่ได้ เค้าก็บอกว่าตามหาบ้านว่านที่เป็นค่ายมวยอยู่ พอพวกกูบอกว่าบ้านมึงอยู่ซอยสามนี่ทำท่าเหมือนเห็นผีเลย มึงมารับเพื่อนมึงทีดิ เดี๋ยวกูจะไปบอกเค้าว่ากูโทรมาบอกให้มึงไปรับโอเค๊? ไม่อยากให้เดินไปคนเดียว ดูท่าจะเหนื่อยด้วย"

ผมอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกกับเสียงว่าเจือๆ กระแสเอ็นดูปนระอานิดๆ ของพี่ต๋อง เห็นภาพแม่เจ้าประคุณจอมหลงขึ้นมาในบัดดล...โธ่คุณครับ ก็ไอ้ที่บอกว่าบ้านผมอยู่ปากทางซอยสามน่ะ...

 

สโมสรมันอยู่ซอยยี่สิบห้าครับ!

 

"หลงท่าไหนของเค้าวะเนี่ย" ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ หลังจากเอ่ยปากขอบคุณพี่ต๋องแล้ววางสาย นี่แหละครับหัวโจกหมายเลขหนึ่งของสโมสรหมู่บ้าน ป้าๆ ในละแวกนี่รักพี่แกกันเป็นแถว ถึงจะห่ามๆ นักเลงเป็นคนจริงแต่พี่ต๋องก็นิสัยดีอย่าบอกใครเลยล่ะครับ ที่โทรมาบอกนี่คงไม่ใช่เพราะโบขอหรอก แต่พี่แกสงสารถ้าจะปล่อยให้เดินมาเองนั่นแหละ

ดีแล้วที่โทรมาบอก ผมว่าเจ้าหล่อนต้องฮึดลากขาเดินจากซอยยี่สิบห้ามาซอยสามแน่ๆ...อึดอย่าบอกใครเลยล่ะครับโบน่ะ เธอเป็นผู้หญิงเก่งแล้วก็แกร่งอย่าบอกใครเลยจริงๆ แต่ถ้าเธอจะยอมถ่อเดินตากแดดกลับมาอีกรอบนี่ผมคงต้องค้านหัวชนฝาด้วยคนล่ะ

คิดถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม...

ยิ้ม? ผมชะงักเล็กน้อย เมื่อสมองแล่นมาถึงคำถามที่ว่า...ยิ้มให้กับเรื่องไหน

เพราะระอา? เพราะขำ? หรือเพราะเอ็นดู? หรืออะไร...?

ไม่เข้าใจเหมือนกัน ไอ้ความรู้สึกแบบนี้

ฮ่าๆๆๆ แต่ผมชอบนะ

นั่นสิ! ถ้ายิ้มแล้วชอบก็ไม่เห็นต้องคิดอะไรเลยนี่หว่า...

จะเหตุผลอะไรก็...

 

ช่างมันก่อนแล้วกัน


 ★ ★ ★ ★




สิบห้านาทีให้หลังที่ลานค่ายมวยของบ้านพิญชกิจการุณ เสียงปล่อยก๊ากจากอารุจยังคงดังไม่ขาดสายตั้งแต่ที่ผมพาโบเข้าไปสมทบ รายหลังได้แต่สงสายตาค้อนไปเตือนให้หยุดแต่เห็นจะยาก ดูท่าทางเจ้าหล่อนยังจุกแอ๊กกับการทัวร์หมู่บ้านผมไม่หาย

"คิดยังไงถึงผ่าดีเดินดุ่มๆ ไปเรื่อยทั้งที่ไม่รู้ทางนะเนี่ย" รุจว่าขำๆ "แล้วโทรศัพท์มือถือล่ะ ทำไมเธอไม่รับสาย"

"ฉันลืม" โบตอบหน้าตาย ในขณะที่พวกเราที่เหลืออ้าปากค้าง

"ลืม?"

"เออ ลืมไว้บนรถพ่อ พอใจยัง?"

อารุจเงียบกริบไปอึดใจ ก่อนที่เสียงหัวเราะจะดังขึ้นมาอีกอย่างหยุดไม่อยู่

นี่ล่ะครับเพื่อนผมทั้งสองคน...แหย่กันได้เป็นต้องแหย่กันตลอด ตอนแรกๆ ก็ยังดูมีไว้ท่าทีกันอยู่หรอกครับช่วงเปิดเทอมใหม่ๆ แต่พอผมแบกโต๊ะไปไว้หลังห้องเรียน และไอ้รุจเริ่มขนเกมส์มานั่งเล่นพวกเราก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น และอีกอาทิตย์ให้หลังในวันที่โบเริ่มตีหน้านิ่งกดปุ่มรีเซ็ทเกมส์ไอ้เพื่อนรักผมเป็นครั้งแรก พวกมันก็ไม่เคยเกรงใจที่จะเถียงกันอีกเลยครับ...555

"นี่ตกลงให้พี่เฮียงไปรับ?" อารุจหันมาถาม หลังจากที่ยอมล่าถอยปล่อยให้โบรับน้ำเย็นๆ ที่ปันรักกุลีกุจอวิ่งกลับไปหยิบจากห้องนั่งเล่นในบ้านมาให้ ข้างๆ กันนั้นก็มือหนูเรที่หยิบชีทมาพัดๆ ให้อย่างเป็นห่วงเมื่อรู้วีรกรรมเดินมาราธอนของคุณเธอ

"อือใช่ สโมสรมันอยู่ซอยยี่สิบห้าน่ะ" ผมตอบรับ อดไม่ได้ที่จะหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ ผสมโรงกับมันไปด้วย "ที่จริงระยะทางมันก็เดินไม่ไกลนักหรอก ฉันน่ะเดินบ่อยจนชิน แต่ใช่ว่าโบเค้าจะต้องมาชินกับการเดินไปเดินกลับซอยหมู่บ้านฉันด้วยเมื่อไหร่"

ผมว่า อารุจอืออาพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะชะงักแล้วหรี่ตาเจ้าเล่ห์

"อะไรวะ?!" มันเป็นแพทเทิร์นเดิมๆ อีกแล้วที่ผมจะต้องร้องด้วยท่าทางไม่ไว้ใจ พักนี้ไอ้บ้านี่ชักเอาใหญ่ครับ ชอบพูดอะไรแปลกๆ ชวนให้งงอยู่เรื่อย ช่วงหลังๆ เห็นมันมองมาด้วยสายตาแบบนี้ทีไร อีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้นผมก็มักจะรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นไอ้งั่งทุกที

 

"เปล๊า...ก็ถ้ายัง 'ไม่ชิน' ก็ทำให้ 'ชิน' ซะสิ"

 

หา?



=__=?

 

"อะไรของมึงวะ?" ผมอดไม่ได้ที่จะร้องถาม นี่ไงครับ ความรู้สึกเหมือนเป็นไอ้งั่ง รอบตัวผมมีคนพูดจากำกวมอยู่สองประเภทครับ อย่างแรกคือแบบของตรี อันนั้นกำกวมแบบชวนขนลุกหน่อยๆ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจ ถามไอ้เพื่อนบ้านี่มันก็ไม่ตอบ ส่วนประเภทที่สองก็คือมันนี่แหละครับ ชอบทำท่าเหมือนผู้รู้องค์ภูมิ พูดจาประหลาดให้ผมงงเล่นประจำ


เสียงเรียกของปันรักดังแว่วหลังมาแต่ไกล พวกเพื่อนๆ กำลังพากันทยอยเดินกลับไปที่ห้องนั่งเล่นแล้วครับ ผมได้ยินเสียงเจ๊ใหญ่แว่วๆ ว่าควรจะไปนั่งในห้องนั่งเล่นที่มีแอร์ โบจะได้รู้สึกดีขึ้นหน่อย ใจผมรู้ว่าปันรักอยากจะอ้อยอิ่งลองเล่นอะไรในค่าย เท่าที่เห็นก็ดูจะทำให้พี่ๆ ในค่ายผมเอ็นดูไม่น้อย ไม่งั้นนวมสีน้ำเงินที่วางอยู่บนโต๊ะนั่นคงไม่มีใครเอามาลืมไว้ง่ายๆ หรอก แต่พอความห่วงเพื่อนเข้าแทรกก็ดูเหมือนเจ๊แกจะลืมทุกอย่างเลยจริงๆ

คิดดังนั้นผมเลยได้แต่ตะโกนเออออก่อนจะหันกลับมาหารุจ ส่ายหัวให้กับมันน้อยๆ

"ไม่ไหวว่ะ กว่าจะให้ชิน" ผมว่าน้อยๆ ปรายสายตามองไปทางโบที่เดินตามหลังกลุ่มเพื่อนไปยิ้มๆ ในขณะที่อารุจชะงักเล็กน้อยก่อนจะมองผมตาค้าง ราวกับกำลังไม่เชื่อสุดๆ

"ไม่ต้องมาทำหน้าไม่เชื่อถือ ฉันเป็นคนดีพอนะเว้ย เรื่องจะให้แกล้งผู้หญิงด้วยการจับไปเดินตากแดดทั้งวันจนกว่าจะชินนี่ไม่อยู่ในหัวว่ะ ไอ้บ้า" ผมว่าพร้อมกับเสียงหัวเราะ ในขณะที่อารุจหุบยิ้มฉับ

"มึงสิบ้า" มันสวนขวับเร็วได้ใจเลยครับ ถอนหายใจเฮือกก่อนจะส่ายหัวน้อยๆ แล้วยิ้มขำๆ "เอาเหอะ รีบๆ ตามเจ๊ไปป่ะ เดี๋ยวเจอหักงวงฯ ไม่รู้ด้วยนะเว้ย เดี๋ยวฉันเอานวมไปคืนแป๊บ แล้วจะตามไป"

ผมมองหน้ามัน ทำท่าทางส่ายหัวใส่อารมณ์แปรปรวนของมันบ้างก่อนจะพยักหน้าแล้วเดินไปยังห้องนั่งเล่น

 

ไอ้รุจนี่นับวันท่าจะเพี้ยน...

 


 [SS] เปิดบ้านนัดติว... [3]   / End.

 


สรุป.

1. ย้อนความจากที่ทุกคนมาติวหนังสือบ้านว่าน โบหลงทาง
2. ว่านกำลังจะออกไปตามแต่พี่ที่สโมสรหมู่บ้านโทรมาเสียก่อน
3. จึงได้รู้ว่าโบเดินหลงไปไกลมาก และให้พี่เฮียงเอารถออกไปรับ
4. พอกลับมาทุกคนจึงยกขบวนกลับไป จะเริ่มติวกันสักที
5. อารุจพูดจาแปลกๆ ซึ่งว่านก็คิดว่าพักนี้มันชักจะพูดจาชวนหัวทุกที
6. และมันก็ไม่เข้าใจกล้วยอะไรเลยจริงๆ = =''

 

 

 บทส่งท้าย



"ไอ้ปัญญาอ่อน"

ผมได้แต่ส่ายหัวกับตัวเองน้อยๆ หลังที่จากร่างของไอ้คุณเพื่อนรักเดินหันหลังจากไป อดไม่ได้ที่จะสั่นหัวขำๆ กับความซื่อจนบื้อของมัน นี่ถ้าไม่ได้รู้จักกันดีผมก็คงจะแอบคิดอยู่หรอกว่าไอ้ที่มันพล่ามมาน่ะเป็นประโยคแก้เขิน แต่เพราะรู้จักมันดีน่ะสิถึงได้ดูว่ามันซื่อบื้อจริงๆ ไม่ได้แกล้งโง่

ไอ้บ้านี่ดูง่าย...มากกกกกกกกก

ทะลุปรุโปร่ง บางใสแจ๋วชนิดที่จับไปเป็นนักการเมืองไม่ได้เด็ดๆ เพราะคุณสมบัติไม่ผ่าน ใครได้รู้จักคลุกคลีอยู่กับมันสักพักก็ดูมันออกครับ เอาหัวลูกชายบ้านจิรารุจีเป็นประกันเลย

ก็เพราะว่ามันดูง่ายนี่แหละผมถึงได้ทั้งขำ ทั้งหงุดหงิด ทั้งเอ็นดู ผสมปนกันมั่วไปหมดแล้วกับคำตอบพาซื่อของมันเมื่อกี้ ได้ยินมันว่าด้วยท่าทางมั่นใจอย่างนั้นผมก็จนล่ะครับ จะให้บอกมันได้ยังไงว่าไอ้ที่ผมบอกมันน่ะ


ไม่ใช่จะทำให้โบ 'ชิน' กับการเดินสี่คูณร้อย...


แต่หมายถึง 'ชิน' กับ 'กับการเดินไปมาในหมู่บ้านของมัน' ต่างหาก




ผมก็ไม่รู้ว่าตกลงมันคิดไม่ทันจริงๆ หรือว่าผมพูดจาเข้าใจยากเองกันแน่...


แต่ไอ้ที่ว่ามันปัญญาอ่อนล่ะ เชื่อขนมกินได้เลย...


หรือพวกคุณคิดยังไงกันล่ะครับ?





// จบจริงๆ ไม่ติงนัง by อารุจ จิรารุจี...



จบบบบบบบบบบบบ!!
เป็นสามตอนที่ชื่อว่า เปิดบ้านนัดติว
แต่ดูเหมือนจะเน้นหลักไปที่การเปิดบ้านมากกว่า
เพราะดูเหมือนจะไม่ได้ติวอะไรเลย

ตอนนี้เน้นเขียนเรื่องราวของความสัมพันธ์ของว่านและรุจซะมาก
ยังไงก็คงต้องเยอะจริงๆ น่ะแหละค่ะ เพราะด้วยนิสัยอย่างว่าน
ถ้าจะเขียนเรื่องสาว ก็คงต้องปูเรื่องผ่านทางเพื่อนผู้ชายนี่แหละถึงจะเหมาะ



ปล. แอบแม่แต่งฟิค

ปล. เรื่องหน้าที่จะเอามาลงในเร็วๆ นี้ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดชื่อว่า
"...เรื่องของนายสี่ทิศ" เป็นการเปิดเรื่องของว่านและรัม
(เนื้อหาจะอยู่ในช่วงเปิดเทอมแรกไปได้สักพักนะคะ)

เขียนพลอตเกริ่นไว้นานแล้ว กะจะแต่งให้จบสักที ไว้รอติดตามนะ ^^